ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่หลากหลายคนหลงไหล เป็นประเทศที่ไปครั้งเดียวไม่เคยพอ แต่ก่อนจะไปก็ต้องมาดูกันก่อนว่าเราชอบเที่ยวในลักษณะไหน เพื่อที่เราจะได้เลือกถูกว่าในเดือนไหนของประเทศญี่ปุ่นจะมีอะไรให้เราเที่ยวบ้าง เช่น อยากดูซากุระ เราต้องวางแผนเดินทางในช่วง มีนาคม – พฤษภาคม ของทุกปี หรือ อยากไปดูใบไม้แดง ต้องไปช่วง ตุลาคม – พฤศจิกายน ของทุกปี และก็ต้องดูอีกว่าเราอยากจะเที่ยวเมืองไหน จะมาโซน โตเกียว หรือจะไปโซน โอซาก้า

การเดินทาง

ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง บินตรงด้วยสายการบิน AirAsiaX ใช้เวลา 8 ชั่วโมงโดยประมาณก็ถึงญี่ปุ่นกันแล้วคร้าบบ แนะนำว่าให้จองช่วงโปรโมชั่นเพื่อให้ได้ราคาถูกนะครับ เริ่มตั้งแต่ หกพันกว่าๆ ถึงแปดพันปลายๆ ก็สามารถไปญี่ปุ่นกันได้แล้ว และวันนึงมีบินด้วยกันหลายเที่ยวด้วย ตรวจสอบวันเดินทางและเวลาได้จากลิ้งค์นี้เลยฮะ https://www.traveloka.com/th-th/flight/fulltwosearch?ap=DMK.NRT&sc=ECONOMY

พอผ่าน ตม. เข้ามา เราก็ไปกันที่ Tourist Information Center เพื่อแลกบัตร JR East Tohoku Pass ซึ่งเป็นบัตรรถไฟที่เราจะใช้ข้ามโซนไปชมซากุระกัน ข้อดีคือสามารถใช้ได้ 5 วันแบบไม่ต้องต่อเนื่อง และซื้อ Tokyo Metro Pass แบบ 72 ชั่วโมง สำหรับเดินทางในโตเกียวครับ เพราะรถไฟใต้ดินในตัวเมืองค่อนข้างจะสะดวกกว่า JR อยู่พอสมควรเลย คือขึ้นมาปุ๊ปเราก็ถึงสถานที่ท่องเที่ยวเลย และจากออกจากสนามบินมาในเมืองก็ง่ายมากๆเมื่อเรามีพาสแล้ว เราสามารถนั่งรถไฟด่วน Ne’X เข้าเมืองได้เลย ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก็ถึงสถานีโตเกียวแล้วครับ

จากนั้นก็หาล็อกเกอร์เพื่อฝากกระเป๋า ที่เราเลือกสถานี Tokyo ก็เพราะว่าเป็นสถานีใหญ่ มี Locker หลายขนาดให้เราเลือก และไม่ต้องกังวลว่าตู้จะเต็มเลย เพราะเขามีจัดไว้ในหลายจุดมากๆ และเราจะได้เดินเที่ยวกันกันอย่างสบายๆครับ แล้วเย็นๆค่อยกลับมาเอากระเป๋าเพื่อเข้าที่พักกัน

ว่าแล้วก็เริ่มกันกับ จุดเช็คอินแรก

1. ตลาดปลาสึกิจิ


เดินทางไม่ยากเลยครับ ผมนั่งรถไฟใต้ดิน Metro จากสถานีโตเกียว และเปลี่ยนสายที่สถานี Ginza และนั่งไปลงที่สถานี Tsukiji พอเดินขึ้นมาจะเห็นสี่แยกไฟแดงใหญ่ๆครับ เราก็เดินเลี้ยวข้ามถนน และเลี้ยวขวาไปตามทางที่ผู้คนเดินกันไปเยอะๆครับ ไม่หลงแน่นอน

จริงๆที่ตลาดปลามีร้านซูชิขึ้นอยู่หลากหลาย แต่สิ่งที่พวกผมชอบจากการมาที่นี่คือการเดินเล่น เดินชิม ซื้อร้านนู้น แวะร้านนี้ ชิมไปเรื่อยครับ ไข่หวาน หอยเชลล์ย่าง ซาชิมิ สตรอเบอรี่ ไดฟุกุ ตามร้านต่างๆในนี้

ส่วนซูชิ พวกผมเลือกร้านซูชิสายพาน ที่มีหลากหลายสาขาในญี่ปุ่น ซึ่งราคาซูชิก็แตกต่างกันไปตามความพรีเมียมครับ จะเลือกแบบเป็นเซ็ตให้เชฟจัดให้ หรือจะหยิบจากสายพาน หรือจะสั่งที่พนักงานก็ได้เช่นกันครับ

2. Akihabara


มาต่อกันที่แหล่งละลายทรัพย์ เป็นสถานที่มีความสุขมากๆ แต่ก็น่ากลัวมากๆ สำหรับสายของเล่น สายเทคโนโลยี สายตากล้อง เรียกว่าอาจล้มละลายเป็นได้ 555 จากประสบการณ์ส่วนตัว หากเรามาที่นี่ตั้งแต่วันแรกๆ กระเป๋าเดินทางเราจะยังมีที่ว่างเหลือ ให้สามารถยัดของที่ชอบ และเราจะสามารถกันงบสำหรับวันอื่นๆในทริปได้ด้วย แต่ถ้าเรามาวันหลังๆ เงินเราอาจจะเริ่มเหลือเพียงเศษเหรียญ และอาจจะทำให้เราอดได้ของที่อยากซื้อก็เป็นได้นะครับ จริงๆย่านนี้มีแหล่งช็อปหลายตึก ส่วนตัวผมจะอยู่แต่แค่ตึก Yodobashi ครับ แค่นี้ก็ล้มละลายเดินต่อไม่ไหวแล้ว 555

การเดินทาง : รถไฟ JR ลงสถานี Akihabara

3. Shibuya

ผ่านจากแหล่งช็อปปิ้งของกลุ่มผู้ชายมาแล้ว เราก็จะไม่ให้สาวๆเขาน้อยใจครับ พาเขามาเดินเล่นที่บ้าง จริงๆแลนด์มาร์กของที่นี่จำง่ายๆเลยก็คือ น้องหมาฮาจิโกะ หรือห้าแยกชิบุย่า พูดขึ้นมาปุ๊ปทุกคนก็จะร้องอ๋อตามๆกัน ที่นี่เราสามารถปล่อยสาวๆเดินได้เพลินเลยครับ เข้าตึกนู้นออกตึกนี้ เรียกว่าเป็นแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่เลย ส่วนใครที่มาเที่ยวแถวๆแยกชิบุย่า อาจได้เห็นรถโกคาร์ท ที่คอสเพลย์เป็นตัวละครขับผ่านไปผ่านมา ให้เราได้ชมกันด้วย และนอกเหนือจากเสื้อผ้าแล้ว ใกล้ๆนี้ ก็มี Tower Record และ Disney Store ด้วย

การเดินทาง : รถไฟ JR ลงสถานี Shibuya / รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro ลงสถานี Shibuya

4. Harajuku

ถ้าสาวๆมาญี่ปุ่น บอกเลยว่าอย่าพลาดที่จะมาอัพเดทแฟชั่นเป็นสาวฮาราจูกุ ได้ที่นี่ ทั้งซอยคือแหล่งวัยรุ่นจริงๆ ทุกอย่างสีสันสดใส น่ารักไปหมด ถ้าจะตามหาบู๊ทส้นหนาๆ แจ็กเก็ตสวยๆ ชุดแนวโกธิก หรือจะแนวคุณหนูหวานๆ เรียกว่าครบ! ไม่อยากให้พลาดจริงๆ และนอกจากแหล่งเสื้อผ้าสาวๆแล้ว อีกอย่างที่พูดถึงเป็นอย่างมากคือเครปเย็น แป้งเครปหอมๆ วิปครีมแน่นๆ ฟินมากกก ส่วนถ้ามากับครอบครัว แถวนี้จะมีศาลเจ้าเมจิให้ไปสักการะด้วยครับ ถ้ามาด้วยใต้ดินก็จะเดินใกล้กว่าคร้าบ

การเดินทาง : รถไฟ JR ลงสถานี Harajuku / รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro ลงสถานี Meiji-Jingume

5. Tokyo Disneysea


หลังจากที่พาไปช็อปปิ้งเสื้อผ้า ต้อนรับการเป็นสาว/หนุ่มญี่ปุ่นแล้ว เราก็ต้องพาชุดใหม่ออกไปเที่ยว! โดยเราจะไปกันที่สวนสนุกยอดฮิตฝั่งคันโต กับสวนสนุกโตเกียวดิสนีย์แลนด์ หรือ โตเกียวดิสนีย์ซี คร้าบบ ที่นี่มีถึง 2 สนุกให้เราเลือกสรรครับ แต่พวกผมเลือกโตเกียวดิสนีย์ซี เพราะเราอยากดูพาเหรดกลางน้ำ ซึ่งมันไม่มีในสวนสนุกดิสนีย์อื่นๆ

โดยเราสามารถซื้อบัตรเข้าสวนสนุกได้ล่วงหน้าตั้งแต่เมืองไทย เพียงจองผ่าน Traveloka หรือคลิ้กที่ลิ้งค์นี้ครับ https://www.traveloka.com/th-th/activities/japan/product/tokyo-disneyland-or-disneysea-1001667115934

และพิเศษสุดๆ หากใครไปในช่วงเดือนเกิด และแจ้งทางเจ้าหน้าที่ก่อนเข้า จะได้รับสติ้กเกอร์ 1 ดวง หากติดไว้ที่บนเสื้อ หรือที่มองเห็นได้ชัด เมื่อเราเดินเที่ยวในสวนสนุก หากมีพนักงานหรือตัวละครเห็น ก็จะรีบมาบอก HBD ทันที น่ารักสุดๆ >w<ตามไปอ่านรายละเอียดลิงค์นี้เลย https://goo.gl/9QsfUc

🚈 การเดินทางนั่งรถไฟมาลงที่สถานี JR Maihama และเปลี่ยนสายเป็น Disney Resort Line

และหากใครแน่ใจแล้วว่าจะอยู่ถึงสวนสนุกปิด แนะนำว่าควรซื้อตั๋วเป็นแบบ ไป-กลับเลย จะได้ไปต้องต่อแถวซื้อตั๋วขากลับไปช่วงพีคไทม์

เมื่อบัตรพร้อม คนพร้อม เราก็ลุยกันเลย!! Tokyo Disneysea พี่มาแล้วจ้าาา ถ้าอยากเล่นเครื่องเล่นได้ครบๆ แนะนำให้มาตั้งก่อนสวนสนุกเปิดสักครึ่งชั่วโมงนะครับ พอเข้าไปปุ๊ปเราก็ไปหยิบแผนที่ในสวนสนุกกัน และดูตารางการแสดงพาเหรด เพื่อจัดสรรเวลาเล่นเครื่องเล่นกันครับ

ข้างในแบ่งออกเป็นหลายโซนมากๆ

และที่พลาดไม่ได้เลยคือพาเหรด ไม่ว่าจะเป็นตอนบ่าย หรือตอนกลางคืนก็สวยทั้งนั้น ที่ขึ้นชื่อสุดๆ คือพาเหรดกลางน้ำตอนกลางคืน โดยมีฉากเป็นภูเขาไฟอยู่ข้างหลัง
และในแต่ละฤดูเวลาปิดสวนสนุกก็แตกต่างกันไป เช็คเวลากันดีๆนะครับ

6. Chureito pagoda

ไปหาฟูจิซังกันเถอะ!! ผมไปแบบเช้า-เย็นกลับ ดังนั้นจึงต้องวางแพลนดีๆครับ เพราะเป็นรถไฟเที่ยวยาว พลาดแล้วต้องรออีกเป็นชั่วโมงครับ แนะนำเลยว่าคนที่ถือตั๋วเป็นพาสแบบผม ไม่ว่าจะเป็น JR Rail Pass หรือ JR Tohoku Pass ผมแนะนำให้เช็ครอบรถไฟที่เราจะไป และไปสำรองที่ไว้ล่วงหน้าที่ Information Center ภายในสถานี JR ไว้ก่อนเลยครับ รวมทั้งจองตั๋วขากลับด้วยเลย เพื่อการันตีว่าเราจะมีที่นั่งจริงๆในการกลับโตเกียว ไม่งั้นยืนยาว 3 ชั่วโมง หรือไปลุ้นที่นั่งในตู้ unreserved seat ซึ่งผมไม่ค่อยแนะนำนะครับ

ถ้าจะไปถ่ายจุดแลนด์มาร์กอย่าง Chureito pagoda ต้องออกจากโตเกียวรอบเช้ามากๆ ผมออกประมาน ตี 5.40 และนั่งรถไฟไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี JR Otsuki เพื่อเปลี่ยนสายเป็น Fujikyu Railway และให้นั่งไปลงทีสถานี Shimoyoshida ออกจากสถานีมาก็เดินตามป้ายเพื่อไปหาเจดีย์แดงกันครับ

ที่แนะนำให้มาเช้าๆ เพื่อที่จะได้ภาพสวยๆ กลับไปกันเยอะๆครับ เพราะหลังจาก 10 โมงเช้าไป ภาพที่ถ่ายจะเริ่มย้อนแสงแล้ว จะถ่ายยากขึ้น หรือถ้าจะมาอีกที ก็มาเป็นช่วงบ่ายๆเย็นๆก็ได้ครับ

7. Kawaguchiko Lake

ถ้ามาจากเจดีย์แดง ให้เดินย้อนกลับมาทางเดิมไปยังสถานีรถไฟ Shimoyoshida และนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Kawaguchiko หรือถ้ามาจากสถานี Otsuki ก็สามารถลงที่สถานี Kawaguchiko ได้เลย การเดินทางรอบทะเลสาบ สามารถเช่าจักรยานเพื่อปั่นชมวิว หรือ ซื้อพาสขึ้นรถบัสแดงก็ได้ครับ ราคาอยู่ที่ 1200 yen ป้ายที่แนะนำให้ลงคือ 14-21 ครับ ส่วนถ้าใครอยากขึ้นกระเช้าเพื่อไปชมฟูจิซังบนเขา ลงป้าย 11 ครับ ค่ากระเช้าอยู่ที่ 720 yen

8. Kajo Park

ที่นี่เป็นที่ที่ผมเห็นรีวิวมานานมากแล้ว ดูแล้วรู้สึกชอบมากๆ การถ่ายรูปรถไฟคู่กับต้นซากุระที่เรียงรายเยอะๆ เคยคิดว่าถ้ามีโอกาสมาโซนโตเกียวอีกจะต้องมาสักครั้ง และในที่สุดผมก็ได้มาครับ

ที่นี่ค่อนข้างไกลจากโตเกียว ใช้เวลาเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง (นี่ขนาดชินคันเซ็นแล้วนะครับเนี่ย) แต่สิ่งได้กลับไป มันฟินมากจริงๆ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ อยู่ใจกลางเมืองที่เงียบสงบ แล้วยิ่งมาตอนที่ซากุระฟูลบลูม ถ่ายภาพทางไหนก็สวยไปหมดเลย

สวนนี้มีทางเข้าหลายทาง ถ้าเข้าจากประตูใหญ่ จะเป็นจุดที่หลายๆท่านมาถ่ายรูปซากุระกับรถไฟกัน แต่ถ้าเข้าประตูอื่นๆ ก็เดินชมซากุระไปพลางๆก่อนจะถึงมุมนี้คร้าบ

การเดินทาง : รถไฟ JR ลงสถานี Yamagata และเดินต่ออีก 10 นาทีมายังสวนสาธารณะ Kajo (ค่ารถไฟเที่ยวละ 5940 yen แพงมากครับ ถ้าไม่มี pass นี่ผมก็สู้ไม่ไหวเหมือนกัน T_T เรียกว่าไปกลับก็คุ้มกับค่า pass ที่เสียไปแล้วครับ)

9. Tokyo Skytree

หลังจากไปอินกับธรรมชาติกันมา ได้เวลาของวิวเมืองแล้วครับ เป็นตึกที่เราสามารถขึ้นไปชมความสูงของเมืองโตเกียวได้เลย ภายในโตเกียวสกายทรี จะมีร้านขายของฝากอยู่ด้วย หรือบางครั้งก็มีนิทรรศการมาจัด อย่างตอนเราไปเป็นนิทรรศการของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ ให้ชมฟรีๆเลย และมีคาเฟ่คาร์แร็กเตอร์ด้วย

การเดินทาง : รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro ลงสถานี Tokyo Skytree

10. Tokyo Tower

Tokyo Tower เป็นอีกจุดหนึ่งสำหรับการขึ้นไปชมวิวเมืองโตเกียว ซึ่งโตเกียวยามค่ำคืนก็ชั่งคึกคักซะเหลือเกิน ระดับความสูงในการชมวิวก็จะมี 150 เมตร และ 250 เมตร ซึ่งชั้นบน 250 เมตร จะไม่ได้เปิดทุกวันอยู่ที่สภาพอากาศด้วย ส่วนชั้น 1 จะมี Aquarium ให้เข้าชมด้วยครับ

และด้านบนจะมี Shop ของวันพีช และ คาเฟ่ของวันพีช ใครเป็นสาวกนี่ก็ไม่ควรหลายเลยครับ

ถ้าใครอยากซื้อบัตรดูนิทรรศการของวันพีชก็ซื้อได้เลยที่นี่ https://www.traveloka.com/th-th/activities/search?st=LANDMARK&eid=6003114&source=form

การเดินทาง: ลงสถานี Akabanebashi ออกทางออก Akabanebashi subway station

11. สถานี Tokyo – Character street

โซน Character Street ซึ่งจะอยู่ในโซนของ First Avenue Tokyo Station จะเป็นห้างติดแอร์อยู่ใต้ดินของสถานีรถไฟโตเกียว ซึ่งที่นี่นั้นจะเป็นที่ที่รวบรวมตุ๊กตา โมเดล ของใช้ ของที่ระลึกไว้เยอะมากๆครับ เด็กๆและนักท่องเที่ยวก็มาอยู่ที่นี่เยอะมาก มีหมื่นหมดหมื่น มีแสนหมดแสนกันเลยทีเดียว สวดมนต์แล้วควบคุมสติตัวเองให้ดีก่อนนะครับ ไม่งั้นจะเป็นโรคทรัพย์จางแน่นอน

ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.homeontravel.com/12361/tokyo_station

12. Odaiba

ปิดท้ายด้วย เกาะโอไดบะ เป็นเมืองเล็กที่มนุษย์สร้างเอง จุดเด่นของที่นี่คือสะพานสายรุ้ง และหุ่นกันดั้มยักษ์ เต็มไปด้วยร้านขนมมากมาย และกันดั้มคาเฟ่ และอีกจุดเด่นที่หลายๆคนมักมองข้ามเลย คือหาดทรายของที่นี่ เราสามารถหลบออกจากเมืองที่แสนวุ่นวาย ขึ้นรถไฟมานั่งชิวริมเกาะได้เลย เป็นอีกบรรยากาศนึงที่ดีมากจริงๆ

ท้ายที่สุดนี้ พวกผมพักที่อพาร์ทเม้นใจกลางเมืองโตเกียว แถวสถานี Kinshicho ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ Tokyo Skytree สามารถมองเห็นทุกวันระหว่างเดินไปกลับที่พัก โดยหาที่พักจาก AirBNB ครับผม ข้อดีของที่พักนี้คือ เดินทางสะดวกมากๆ ใกล้ใต้ดิน และต่อสายเป็น JR ได้ง่ายๆที่สถานีโตเกียวเลยครับ ^^

ขอขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาเยี่ยมชม มีอะไรเสนอแนะได้ หรือจะคอมเมนต์พูดคุยกันด้านล่างได้เลยครับ ชอบก็แชร์บอกต่อเพื่อนพากันไปนะครับ

สามารถเข้าไปพูดคุย ติดตามรีวิวใหม่ๆก่อนใคร หรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/homeontravel

ดูรูปถ่ายได้ใน Instagram : homeontravel  [https://www.instagram.com/homeontravel]